Top

His Sight #01 ชีวิตที่ต้องโยนเหรียญเสี่ยงทาย ของ “พล-ศิริพล” กับแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และการก้าวผ่านวัยเพื่อหาตัวตน

อดีตพิธีกรรายการวัยรุ่น OIC

อดีตเบื้องหน้า-เบื้องหลังรายการสารคดี “กบนอกกะลา”  

และบทบาทนักผจญภัยที่มีปลายทางคือการค้นหาชีวิต

ทุกอย่างถูกจดอยู่ใน Shot List การทำงานของผู้ชายมาดเท่ “พล-ศิริพล ศิรินินาทกุล” แม้ชื่อของเขาจะไม่โดดเด่นอยู่ในแสงสปอร์ตไลท์ หรือกระแสการพูดถึง แต่เขาก็ยังเดินอยู่บนเส้นทางสายอาชีพที่ตัวเองรัก ทั้งการสร้างสรรค์คอนเทนต์งานเบื้องหลัง รวมถึงพาร์ทวงดนตรี Plastic Surgery ที่คัมแบ็คกลับมาทำวงเพื่อเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์แบบอีกครั้ง

 

 

His ชวนผู้อ่านมาคุยสบายๆ ทำความรู้จักกับผู้ชายคนนี้ให้มากขึ้น ถึงมุมมองความคิด ประตูบานแรกสู่วงการบันเทิง ประสบการณ์ทำงานเบื้องหน้าเบื้องหลัง แฟชั่นไลฟ์สไตล์ การค้นหาตัวตน และการก้าวผ่านในแต่ละช่วงวัยของชีวิต กับสเต็ปต่อไป ที่กำลังเข้าสู่อายุ 40 ที่ใครหลายๆ คนกลัวจะรับมือ

 

-20 Something ช่วงเวลาค้นหาบางสิ่งในชีวิต-

ว่ากันว่า…อายุ 20 คือช่วงวัยแรกรุ่นที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน กับการวาดฝัน ค้นหาตัวตน และตามหาสิ่งที่รัก เพื่อกำหนดเส้นทางชีวิตในอนาคต อาจโยนเหรียญเสี่ยงทายลองผิดบ้าง ถูกบ้าง แต่มันคือประสบการณ์ที่ทำให้เข็มทิศชีวิตเรานำทางแม่นยำขึ้น

แต่กับหนุ่มหน้าตี๋ พล-ศิริพล ในวัย 20 ต้นๆ ที่รู้ตัวตนแค่ว่าเป็นเด็กโลกแคบ ฟังเพลงร็อก ติดเพื่อน เอาแต่ใจกับสิ่งที่ต่อต้าน กลับได้รับใบเบิกทางสู่วงการบันเทิงให้ลองไปแคสติ้งงานกับแกรมมี่ ด้วยความเป็นเด็กเรียนโฆษณา ทำให้พลอยากเข้ามาเรียนรู้งานเบื้องหน้า-เบื้องหลัง แต่โปรเจ็กต์ที่ได้รับ กลับเป็นงานเพลงป๊อปบอยแบนด์ ต้องหัดร้อง-เต้น ซึ่งห่างไกลจาก DNA ร็อกที่ไหลเวียนในตัว แม้จะต่อต้าน แต่พลก็เปิดรับโอกาสนั้นด้วยความอยากลอง อยากเรียนรู้ ถึงถูกตัดแต่งพันธุกรรมเป็นบอยแบนด์ แต่เขาก็ได้เรียนรู้วิธีการทำงานในห้องอัด เห็นการทำงานโปรดิวเซอร์ แต่การฝืนเป็นคนอื่นก็ทำให้เขาตัดสินใจบอกลาโปรเจ็กต์ดังกล่าว นั่นทำให้ประตูการเป็นพิธีกรรายการแรกในชีวิตอย่าง OIC ได้เปิดขึ้น

“เรารู้สึกไม่ใช่ตัวเอง ก็เดินไปคุยกับพี่เจ้าของค่ายตรงๆ เค้าเข้าใจ แต่แผนโปรโมตมันต้องไปออกรายการ ไปเป็นพิธีกร ซึ่งเราสนใจตรงนี้ เลยได้แคสงานพิธีกร OIC แต่เราก็เข้ามาทำงานพิธีกรด้วยทัศนคติที่ไม่ดี เราโลกแคบมาก คิดว่าตัวเองฟังเพลงต่างจากคนอื่นแล้วพิเศษกว่าเค้า ไปเกลียดคนที่ฟังเพลงป็อป ไม่เจ๋งบ้าง คิดว่าตัวเองเท่กว่าคนอื่นในวัย 20 ต้นๆ กระแดะไม่ฟังเพลงไทย ทั้งที่ตอนเด็กๆ ฟังมาตลอด แต่พอฟังสากล ก็มองเพลงไทยไม่ดี ขี้ก็อป เราจึงมีอีโก้สูง”

 

 

 

การที่อีโก้สูงมันทำให้การทำงานไม่มีความสุข หรือมีปัญหาหรือเปล่า?

“โชคดีที่เจอโปรดิวเซอร์ที่เค้าเข้าใจเรา..ถึงขั้นโอ๋เลย จนหลงคิดว่าการเป็นตัวเองมากๆ มันโอเค ไปถ่ายรายการเราก็อยากใส่สีดำ ทาเล็บ ไม่อยากพูดอวยศิลปิน ทั้งที่ใจเราไม่ชอบ มันขัดตัวเอง ทั้งที่การทำงานมันควรเป็นมืออาชีพ เค้าไม่ได้จ่ายตังค์มาเพื่อให้คุณเป็นตัวเอง คุณไปเป็นตัวเองที่บ้านก็ได้ ไม่เข้าใจถึงขั้นทำไมต้องมีแฟนคลับ ทำไมต้องมารุมล้อม เอาขนมมาให้ทำไม ทำไมคุณไม่ไปดูแลคนที่บ้าน เราไม่ได้คิดว่าจริงๆ มันก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง ซึ่งตัวเราเองก็มีศิลปินที่ชอบและอยากใกล้ชิดเหมือนกัน”

 

 

 

อะไรทำให้เปลี่ยนทัศนคติในการทำงาน?

“มันโตขึ้น ช่วงเรียนปี 3-4 เรามองเห็น เข้าใจอะไรมากขึ้น พี่ๆ สอนเราตลอดในเรื่องความมืออาชีพ พอทีมงานซื้อใจเราได้ ทุกคนผูกพันเหมือนครอบครัว เราก็เต็มที่กับงาน มันเป็นเรื่องของช่วงอายุ Massage เดียวกัน พูดกับเด็กอายุ 21 แม่งไม่เข้าใจ แต่กับอายุ 24 เราเข้าใจวัฏจักรของมัน คนที่เค้ามาทำงานเพื่อปากท้อง แล้วเรามีสิทธิ์อะไรมาทำตัวมีปัญหาให้คนอื่นทำงานยากขึ้น มันค่อยๆ เปลี่ยนทัศนคติเรา”

 

อายุ 26 ปี จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต เมื่อ Comfort Zone คือการย่ำอยู่กับที่ พล เลือกที่จะโยนเหรียญเสี่ยงทายกับชีวิตอีกครั้ง ยุติ 7 ปีพิธีกร OIC ออกเดินทางค้นหาตัวตนที่อเมริกา เพื่อฝึกภาษา หาประสบการณ์ และเรียนในสายดนตรีที่ชอบ เพื่อต่อยอดวงดนตรีที่เป็นอีกหนึ่งความฝัน แต่ด้วยอายุและเงินที่มีจำกัด ทำให้พลใช้ทุกวันไปกับการเรียนรู้ทุกสิ่งที่เข้ามา โดยหมุดบนแผนที่ปรากฏชื่อเมือง Redneck North Carolina

 

“การอยู่อเมริกา 3-4 ปี เราได้ทบทวนตัวเอง เป็นผู้ใหญ่ขึ้น มองโลกบวกมากขึ้น จากที่เคยติดลบ วันแรกที่ไปสนามบิน ไปต่างประเทศคนเดียวครั้งแรก ต้องเปลี่ยนเครื่องหลายต่อ เรากลัว เครียด จนรู้สึกว่า ช่างแม่ง เราตั้งใจมาเอาประสบการณ์ ถ้ามึงจะตกเครื่อง ต้องนอนสนามบิน ก็ไม่เป็นไรเปล่าวะ พอเราคิดแบบนี้ได้ เราชิลเลย ค่อยๆ เดิน ต่อแถวยาวก็ฟังเพลงรอ เราเปลี่ยนทัศนคติโดยไม่รู้ตัว จากนั้นเราเปิดรับทุกอย่าง ทุกความผิดพลาด นั่งรถเมล์ผิด ไม่เป็นไร จะได้รู้ว่าสายนี้มันไปไหน เข้าซูเปอร์มาร์เก็ต ต้องตัดสินใจเองทุกอย่าง ฟังดูงี่เง่า แต่คนที่ไปอยู่ต่างประเทศสมัยก่อนไม่มีแบรนด์ดังที่ทุกคนรู้จัก คุณจะซื้อยาสีฟันโดยมีเงิน 5 เหรียญ ก็ต้องเลือกให้คุ้มค่าที่สุด มันฝึกตัวเองในแง่การวางแผนชีวิต ฝึกความคิดตัวเอง”

 

 

-30 Second To Dream พบเจอตัวตนและทำตามความฝัน-

 มีคนนิยามว่า อายุ 30 เป็นช่วงตกตะกอนหลังจากค้นหาตัวเอง เจอความฝัน ลงตัวกับสิ่งที่อยากทำ อาชีพการงานมั่นคง หรือลงหลักปักฐานด้วยการสร้างครอบครัว แต่ตัวเลข 30 ของ พล-ศิริพล เขาใช้ช่วงเวลา 10 ปีก่อนหน้า เพื่อเรียนรู้ เติบโต ปลดตัวเองจากทัศนคติแย่ๆ กลายเป็นคนที่มีความคิดเชิงบวก และเจอเป้าหมายในการทำงาน เป็นนักเล่าเรื่องด้วยภาพในบทบาท Creator จนโชคชะตาเหวี่ยงให้เขากลับมาเมืองไทย ได้มาทำงานเบื้องหลัง-เบื้องหน้าให้กับรายการ “กบนอกกะลา” ที่ทำให้เขาเริ่มเรียนรู้กับอีกบทบาทใหม่ของชีวิตอีกครั้ง ที่ไม่ใช่แค่การผลิตงานจากมันสมอง แต่เป็นการฝึกทำงานร่วมกับคนอื่นด้วย

 

“เราเรียน Art Performance เอก Voice ตั้งใจเก็บประสบการณ์มาเป็นอาจารย์สอนในแนวร็อก แต่จังหวะเรียนจบพ่อเสียพอดี จึงตัดสินใจทิ้งทุกอย่าง โปรเจ็กต์วงดนตรี ช่างภาพ ขายทุกอย่างกลับมาอยู่กับแม่ ระหว่างอยู่อเมริกา เวลาคิดถึงบ้านเราชอบดูสารคดีรายการกบนอกกะลา กลับมาเลยลองไปสมัคร แต่พอได้คุยแล้วมันเป็นงานที่โหด เค้าต้องการคนเบื้องหลังที่เป็น Creator หรือครีเอทีฟ มาทำเบื้องหน้า มันต่างจากที่เราเคยเจอมา ก็ยิ่งท้าทาย อยากทำ เหมือนเราพลาดโอกาสที่นู่นนี่แล้ว รู้สึกชีวิตมันต้องฮาร์ดคอร์ว่ะ

 

ก็ไปออดิชั่น โชคดีที่ผู้ใหญ่ให้โอกาส กบนอกกะลาเป็นรายการคุณภาพที่มาตรฐานสูง เรายิ่งต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเราทำได้ ไม่รู้อะไรถาม อีโก้เอาออกให้หมด เรียนรู้จากคนอื่นให้มากๆ ถามแม้กระทั่งการโทรหาเคสที่จะคุย ประโยคแรกพี่พูดว่าอะไร ทุกอย่างเราเริ่มใหม่หมด”

 

 

จากพิธีกรวัยรุ่น สู่เบื้องหลัง-เบื้องหน้ารายการสารคดีที่มีผู้ชมติดตาม คาดหวังค่อนข้างเยอะ มุมมองความคิดและการทำงานเปลี่ยนไปแค่ไหน?

“ตลอด 5-6 ปี เจอปัญหาทุกรูปแบบ ไม่ใช่แค่เรียนรู้การทำงาน แต่เรียนรู้ชีวิตการอยู่ร่วมกับผู้อื่น อยู่อเมริกาเราจะพูดอะไรก็ได้ ฝรั่งเค้ารับฟัง เคารพความคิดเห็นคุณ จะเถียงอาจารย์ด้วยเหตุผลก็ได้ แต่ในบริษัทที่มีผู้ใหญ่เยอะ เรากลับจากอเมริกายังชินกับการพูดตรงๆ ก็ต้องปรับ มองดูคนอื่นมากขึ้น คนไหนมีข้อแม้แบบไหน ถนัดงานแบบไหน ทำอย่างไรให้เค้าแฮปปี้ งานเรามันต้องกำกับคนด้วย เราลดอีโก้ตัวเองหมด เพื่อให้งานออกมาเป็นแบบที่เราคิดมากที่สุด ย้อนไป 5-6 ปีก่อน มันไม่ใช่งานโปรดักชั่นที่เป็นดิจิทัล หรือไวรัล มันคืองานสารคดี 40 นาที มัน Develop จากเราตั้งแต่กระบวนการคิด เลือกคอนเทนต์ว่าเราจะทำอะไร มันยากที่จะหาคอนเทนต์มาเล่า ยากในการรีเสิร์ชข้อมูล การวางแผนต้องเป๊ะ งานสารคดี งานโปรดักชั่นมันคือการแก้ปัญหา ได้ไปถ่ายงานต่างประเทศเหมือนจะดูดี แต่คุณไม่ได้ไปถ่ายรายการท่องเที่ยว ที่ทำให้ยังไงก็ได้ให้คนสนุก อยากไป แต่สารคดีมันมีความเครียดกว่า

 

งานสารคดีมันมีคุณค่าในตัว เราได้ไปสัมผัสกับงานอาสา พูดคุยกับคนทำงาน เรารู้ว่าเราไม่ใช่คนดีที่สละเวลาเพื่อสังคมขนาดนั้น แต่เรารู้สึกดีที่ได้อยู่กับคนดี ได้สัมผัสกลิ่นอาย และหวังว่าวันหนึ่งด้วยแก่นของเรามันจะคิดได้เป็นแบบนั้น ได้ทำเพื่อสังคมโดยไม่มีข้อสงสัยอะไรบางอย่าง แต่เราก็รู้สึกดีที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของเค้า”

 

 

ผ่านชีวิตการทำงานมาตั้งแต่เด็ก เคยหมดไฟมั้ย รับมือกับภาวะอิ่มตัวยังไง?

“เราโชคดีที่รู้ว่าอยากทำอะไรในช่วง ณ เวลาหนึ่ง วงดนตรีก็เป็นพาร์ทที่เติมเต็มชีวิต แต่มันก็มีพาร์ทที่ต้องหล่อเลี้ยงชีวิต งานสารคดีมันเทียบไม่ได้กับงานบันเทิงในแง่รายได้อยู่แล้ว ช่วงกลับมาใหม่ๆ เราไปช่วยพี่ๆ ที่เคยทำ OIC แต่เราไม่รู้สึกตื่นเต้นแล้ว เราทำได้ ยังไงมันก็เป็นสนามฟุตบอลของเราให้วิ่งเล่น แต่กูไม่ได้ไปอเมริกา 3-4 ปี เพื่อกลับมาทำอะไรเดิมๆ มันต้องหาความท้าทายใหม่ๆ ความท้าทายนั้นมันอาจแปรรูปไปเป็นรายการสารคดี แต่พอผ่านไป 6 ปี เราทำได้ ผ่านประสบการณ์ ผ่านความผิดพลาด ผ่านเคสที่ยากมาหมดแล้ว การทำอะไรนานๆ มันอิ่มตัวอยู่แล้ว มันต้องพาตัวเองออกจาก Comfort Zone แหละ ถึงคำมันจะเกร่อ แต่มันคือเรื่องจริง เอาตัวเองไปในที่ที่คุณไม่มั่นใจ คุณจะยิ่งแข็งแกร่ง

จนปีก่อนได้ไปเล่นโฆษณา กลายเป็นเจอความท้าทายใหม่ จากงานสารคดี ออกกอง 3 คน พอเห็นกองโฆษณาที่ใหญ่ขึ้น เรียนรู้ได้เยอะมากขึ้น เราเลยตัดสินใจออกจากพนักงานประจำอีกครั้ง มาเป็น Creator อีกที่หนึ่ง ซึ่งเราคุยกับที่เก่าด้วยความผูกพันว่า นี่เป็นจังหวะที่เหมาะ ไม่ได้หนีงาน ไม่ได้หนีปัญหา ไม่ได้กลัวความหนักของงาน เด็กหลายคนทนไม่ได้ เพราะงานหนัก มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน เงินเดือนน้อย เราบอกตัวเองว่า ปัญหาเหล่านี้แม่งไม่ปัญหาที่เราจะหนี แต่มันคือการอยากออกไปเปิดประตูบานใหม่จริงๆ ซึ่งเค้าเข้าใจ”

 

 

 

 

-Fahsion & Lifestyle-

“เราไม่ได้ยึดติดกับแฟชั่น เริ่มจากดนตรีร็อกก็ใส่เสื้อวงที่ชอบ พยายามพรีเซนต์ตัวตนกับคนอื่น ถ้าไม่แต่งตัวร็อก เดี๋ยวคนอื่นจะหาว่ากูไม่ร็อก (หัวเราะ) แต่พอโตขึ้นเรากลับรู้สึกว่า ตัวตนของเราไม่จำเป็นต้องบอกใครผ่านเสื้อยืด เสื้อวง เราเริ่มรู้สึกอยากเป็นตัวเองเพื่อตัวเอง ไม่ใช่เป็นตัวเองเพื่อโชว์คนอื่น ใส่เสื้อผ้าไม่มีลาย เสื้อเชิ้ตธรรมดาทั่วไป ถ้าอยากรู้จักก็เข้ามาคุย แต่ด้วยกระแส ตอนนี้เรากลับมาบ้าเสื้อวง ชอบกราฟิกดีไซน์ แต่จะไม่ซื้อตัวละเป็นพัน คนขายจะรู้ดีว่าผมซื้อเสื้อวง 3-400 บาท (หัวเราะ) อีกไลฟ์สไตล์ที่ชอบคือสะสมแผ่นเสียง เราคิดถึงการไปร้านขายซีดี คิดถึงการฟังเพลงเป็นอัลบั้ม คิดถึงการคุ้ยแผ่น ไลฟ์สไตล์เราจึงเป็นการหวนกลับมาหาสิ่งที่ชอบ แต่พอโตขึ้น มันมีความเขิน เวลาไปคุยงานกับผู้ใหญ่แต่มึงใส่เสื้อวงโคตรร็อก แฟชั่น..เมื่อก่อนจะมองว่าใส่เพื่อบอกตัวตน แต่ตอนนี้เราให้ความสำคัญกับความเหมาะสมมากกว่า อยู่ที่อายุด้วย หลังๆ ชอบธรรมชาติ ชอบเดินป่า แฟชั่นที่เน้นฟังก์ชั่นจึงสำคัญ เมื่อก่อนไม่เคยชอบเลย แบรนด์เดินป่าจะมีความเชย ลุคแก่ๆ แต่จะให้ใส่ยีนส์ไปเดินป่าหรอ ทรมานชิบหาย”

การค้นหาตัวเอง บางคนพยายามเป็นคนอื่นมากเกินไป แล้วอะไรคือตัวเองกันแน่?

“เชียร์เลยนะ เราเป็นอาจารย์พิเศษด้วย ถ้าคุณอยากทำอะไรทำเลยในช่วงที่อายุยังน้อย มีเวลาว่างปิดเทอม อยากจะเป็นใครก็เป็น อยากทำอะไรก็ทำ โดยเฉพาะอาชีพ คุณไม่รู้หรอกว่าจะชอบอะไร คุณเสพสื่อดูคนที่เค้าเจอตัวเองตั้งแต่แรก แต่มันไม่ใช่กับทุกคน ตัวผมเองเป็นคนจับฉ่าย ทำหลายอย่างไม่เคยเกี่ยง ตอบ Yes ทุกอย่าง แต่พอไม่ใช่แล้วเราค่อย No สุดท้ายคนที่เก่งที่สุด อาจไม่ใช่คนที่ทำอะไรมานาน 10-20 ปี แต่เป็นคนที่ทำอะไรได้หลากหลาย มันคือความได้เปรียบ”

 

 

-40 Ever Young-

ไม่ว่าหลักไมล์อายุจะขึ้นเลข 2 3 หรือ 4 แต่ทุกคนมีความสนุก ความเป็นเด็กซุกซ่อนอยู่เสมอ ถึงชีวิตจะมีทุกอย่างตามฝัน หรือไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้น่าเชิดชู แต่เป้าหมายของชีวิต ก็ยังทำให้เราตื่นลืมตาและรู้ว่า เราจะมีวันนี้ และพรุ่งนี้ไปเพื่ออะไร ในวัย 35 ของ พล-ศิริพล ไม่ได้มีเป้าหมายจะไปเหยียบดวงจันทร์ หรือมีเงินพันล้าน แต่เขาต้องการรับผิดชอบหน้าที่การงาน ดูแลครอบครัวให้ดีที่สุด โดยมีความสนุกในการทำเพลง ผลิตคอนเทนต์ดีๆ เหมือนอย่างที่ฝันเอาไว้ในวัยเด็ก

“การเป็นผู้ใหญ่แม่งโคตรยาก เผลอแป๊ปเดียวก็ 30 อีกแป๊ป 40 แล้ว ตอนนี้เราปล่อยวาง ไม่คิดอะไรมาก อาจไม่เหมือนคนอื่นที่วางแผนชีวิต แต่เราตั้งใจทำหน้าที่ตัวเองตอนนี้ให้ดีที่สุด อาจไม่มีหัวทางธุรกิจ แต่เราเชื่อในความรับผิดชอบ สิ่งที่คุณอยากทำมันตอบสนอง Passion มันอาจไม่ตอบสนองในด้านการเงิน หรือคุณได้ทำงานในสิ่งที่อยากทำ แต่มันไม่ได้รวย ไม่เป็นไร ถ้าเราเลือกแล้ว ทำในสิ่งที่เราอยากทำ สนองความท้าทายของตัวเอง ทำให้มันดีและหวังว่าจะเลี้ยงชีพได้

 

ตั้งแต่ 20 อาจเป็นความตามใจตัวเอง ตามความคิด ตามเทรนด์แฟชั่น 30 ผมเชื่อว่าเป็นวัยที่เริ่มนึกถึงคนอื่น วางแผน วางรากฐานว่าอาชีพของเราจริงๆ คืออะไรกันแน่ ความฝัน…พักไว้ก่อนดีมั้ย หรือทำควบคู่กันไป แล้วทำยังไงให้อยู่รอด อายุ 40 … ไม่แน่ในว่าแม่งจะคิดยังไงนะ เพราะยังไม่ถึง แต่จะกลับมามองที่ครอบครัวดีมั้ย

 

 

พอหรือยังไปเที่ยวกับเพื่อน พอหรือยังที่จะคิดถึงแต่ตัวเอง พอหรือยังที่ใช้เวลานอกบ้าน เมื่อถึงวัยนี้ สำหรับผม ผมอยากใช้ชีวิตกับแม่ กับภรรยา และหวังว่าจะมีชีวตที่เรียบง่าย ได้ทำงานด้านเสียงเพลงที่รัก ได้ทำงานด้านภาพวีดีโอที่เราชอบ ก็น่าจะโอเคแล้ว”

 

ขอบคุณเสื้อผ้าจาก His.in.th

 


แอดเป็นเพื่อน HIS ที่ @His.in.th

เพิ่มเพื่อน

Download App His ได้แล้ว
iOS :
https://apple.co/2Ynn6nI
Android : http://bit.ly/2WnAzde

………

เรียบเรียงโดย His.in.th

ทีมงาน His.in.th ขอสงวนสิทธิ์ไม่ให้ผู้ใด คัดลอก ทำซ้ำ หรือดัดแปลงเนื้อหา
ในหน้านี้ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต มิฉะนั้นจะดำเนินการตามขั้นตอนตามกฏหมาย