Top

His Sight #03 ออกเดินทางกับ “พีท พีชนันท์” Backpacking Blogger กับตั๋วเที่ยวเดียว และ “การไม่มีแผน คือแผนที่ดีที่สุด”

“ได้เที่ยวแถมมีรายได้” งานในฝันของนักเดินทางหลายๆ คน มากกว่านั่งทำงานเบื่อๆ หน้าคอมในห้องสี่เหลี่ยม

แต่คนที่อยู่ในจุดนี้มา 8 ปี เดินทางปักหมุดไมล์บนแผนที่มาแล้วกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ใช้ชีวิตแปกเป้เที่ยวคนเดียวครั้งละ 2-3 เดือน ต้องเจออะไรมาบ้าง ความโดดเดี่ยว ความเหงา ความสนุก และประสบการณ์ชีวิตอันล้ำค่า

His ชวนผู้อ่านสะพายกระเป๋า ออกเดินทางไปกับ “พีท-พีชนันท์ โรจน์วงศ์สุริยะ” Travel Blogger วัย 31 ปี ที่เล่าประสบการณ์การเดินทาง Backpacking ผ่าน Blog ภาษาอังกฤษ ชื่อ Bucketlistly ที่เป็นที่รู้จัก และสามารถสร้างรายได้จากฐานคนอ่านต่างประเทศ

 

 

จิบกาแฟซักแก้ว .. แล้วมาพูดคุยเรื่องการบาลานซ์ชีวิต การเที่ยวรอบโลกและสร้างรายได้อย่างที่หลายๆ คนฝัน ประสบการณ์เที่ยวคนเดียวจากตั๋ว One Way Ticket และสเต็ปต่อไปของ Blog กับการกลับมาให้คุณค่า Local Community ในไทยมากขึ้น เพื่อดึงให้คนออกนอกลู่นอกทางจากเมืองหลัก มาให้ความสำคัญกับเมืองรองที่หลายคนไม่เคยสัมผัสกัน

-Bucketlistly Blog ท่องเที่ยวคนไทย ขายกลุ่มต่างประเทศ-

พีทเปิดฉากบทสนทนาว่า เขาเคยทำอยู่ในบริษัทโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ชื่อ Bucketlistly แอพฯที่ให้ผู้คนเข้ามา Record ว่าตัวเองทำอะไรบ้างในชีวิต แชร์แอคทิวิตี้ ไลฟ์สไตล์ จึงต่อยอดออกมาเป็น Blog ตัวเองในชื่อเดียวกัน เพื่อบันทึกเรื่องราวการท่องเที่ยวของตัวเองในรูปแบบภาษาอังกฤษ ก่อนเจอแนวทางที่สามารถขยายฐานคนอ่านต่างประเทศ จนสร้างรายได้ และออกจาก Safe Zone ที่ชื่อ “งานประจำ”

“เราออกมาทำฟรีแลนซ์ ได้เขียนบทความท่องเที่ยวบ่อยขึ้น เที่ยวบ่อยขึ้น แต่ละสถานที่ที่ไป เราไม่แน่ใจว่าตลาดคนไทยเค้าสนใจกันหรือเปล่า ก็เลยเขียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ต้น มันไปจับตลาดคนเอเชียที่พูดภาษาอังกฤษได้ พวกคนมาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มีบทความหนึ่งที่ผมเขียนถึงนิวซีแลนด์แล้วมันดังมาก เพราะคนนิวซีแลนด์เอาไปแชร์ เราถ่ายรูปหลังตัวเอง แต่สถานที่ ทัศนียภาพมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทั่วประเทศเริ่มตั้งแต่นอร์ทไอร์แลนด์ ยันเซาธ์ไอร์แลนด์ ตลอด 5 สัปดาห์ที่ผมเที่ยว นั่งรถบัสไปเรื่อยๆ

 

คอนเทนต์นิวซีแลนด์คือจุดเปลี่ยน ที่ทำให้รู้สึกว่ามันหารายได้ได้ เราเลยเจาะตลาดฝรั่งอย่างเดียว ขนาดเราไปแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่เค้ายังชอบ ก็เลยเขียนไม่หยุด เน้นคอนเทนต์ที่มันกระจายไปง่ายๆ ภาพสวย เพราะภาษาอังกฤษเราไม่ได้เก่งมาก ก็ฝึกไปเรื่อยๆ เริ่มลงตัว ทั้งงานเขียนและภาพ ถึงตอนนี้บทความอาจไม่ดังเท่าชิ้นนิวซีแลนด์ แต่ข้อมูลเราเป็นระบบมากขึ้น จนคนอ่านเริ่มเสถียร”

 

 

(นิวซีแลนด์)

 

-คอนเทนต์ไม่ขายฝัน เน้นเอาไปใช้ได้จริง-

“บทความเราไม่ขายฝัน เน้นเอาข้อมูลไปใช้เองได้ ทำทริปคนเดียว ไปจัดทริป ปรับตรงนั้นตรงนี้เป็น D.I.Y. ของตัวเอง ไม่ขายฝันว่าคุณต้องนั่ง First Class ซึ่งน้อยคนจะได้นั่ง ผมก็ไม่เคย(หัวเราะ) จากนั้นผมเริ่มลงรายละเอียดมากขึ้น รถบัสมีกี่โมง นั่งตรงไหน ไปยังไง ต้องนั่งแท็กซี่กี่บาท ต่อรองยังไง จากทริปเล็กๆ เราเริ่มขยับไป 2 เดือน ตอนนี้บทความที่คนกำลังสนใจคือเที่ยวยุโรป 3 เดือน ผมไล่สเปน ขึ้นไปถึงฟินแลนด์ ไปเมืองไหนบ้าง รถไฟราคาเท่าไหร่ จัด Budget มาให้หมด ซึ่งแพลนเรา ถ้าอันไหนไม่ชอบก็เปลี่ยนได้ เราสร้างตัวเลือกให้เค้ารู้ว่ามันมีที่เที่ยวไหนบ้าง”

-ตั๋วเที่ยวเดียว และ Hostel เปลี่ยนชีวิต-

เมื่อก่อนบ้านเรายังไม่ค่อยมี Culture แบกเป้เที่ยวเท่าไหร่ ผมไม่รู้เลยว่าแบกเป้เป็นยังไง ก็เริ่มจากไปนอนโรงแรม ไม่เจอใครเลย จนทริปที่ 6 ไปออสเตรเลีย ซึ่งมันแพง ไม่มีปัญญานอนโรงแรม ต้องไปนอน Hostel ไปเจอคนฝรั่งเศส จากนั้นผมรู้ว่าวิธีที่จะเจอคน คือนอน Hostel ราคาถูก แต่เราได้แชร์ประสบการณ์เที่ยวร่วมกัน ไปเที่ยวด้วยกัน จากนั้นการเที่ยวก็เริ่มเปลี่ยน เริ่มเข้ากับฝรั่งมากขึ้น ไปเที่ยวกัน บวกกับช่วงออกจากงานประจำ เรื่องเวลาไม่มีปัญหาแล้ว ผมไม่จำเป็นต้องจัดแพลนให้เป๊ะ

 

 

-รายได้ Blog จากการขายต่างประเทศ-

ถ้าไปทางโฆษณา Google Adsense ได้น้อยมาก แต่ผมไปเจอ Private AD Network ของฝรั่ง ซึ่งเค้าหา Travel Blogger แต่ต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษ เป็นคอนเทนต์ไว้สำหรับคน U.S. เค้าให้เงินค่าโฆษณาเยอะ เพราะเป็น Private AD เค้าจะเจาะไปเลยว่า จะมี Travel Blogger ที่คุณภาพดีๆ เค้าจึงขายค่าโฆษณาได้เยอะกว่า Google ที่เป็นกลุ่มทั่วไป

ซึ่ง Blog ผมได้ผ่าน Approve ทั้ง Traffic ต่อวันและ 25% ที่เป็นคน U.S. เข้ามาชม อังกฤษรองลงมา ตามด้วยมาเลเซีย อินเดีย แต่ถ้า U.S. เยอะ เค้าก็จ่ายค่าโฆษณาเยอะ ผมจึงเจาะที่คนกลุ่มนี้ แล้วปล่อยให้ AD Network ทำงาน

ไป ผมก็เขียนอย่างเดียว นี่คือรายได้ที่เสถียรมากที่สุดเหมือนเป็นเงินเดือน แต่จะมีค่าอย่างอื่นที่ได้มาเสริม พวก Booking.com เราเขียนท่องเที่ยว มีแนะนำที่นอน เมื่อคนเข้าไป Book เราก็ได้ค่าคอมมิสชั่น

 

(ญี่ปุ่น)

 

(ฮ่องกง)

 

-เที่ยวคนเดียว ทำให้เปิดรับคนมากขึ้น-

ไปนอน Hostel เราได้เจอคนที่เที่ยวคนเดียวเหมือนกัน พอได้แชร์เรื่องเดียวกัน ประสบการณ์ใกล้เคียงกัน มันคุยง่าย ผมเจอคนเยอรมัน ฝรั่งเศส แต่ละคนมีเรื่องเล่า มีสังคมที่เราไม่เคยฟังมาก่อน จนไปเที่ยวด้วยกัน สุดท้ายสิ่งที่เราแชร์กันมันคือความทรงจำ จากนั้นผมเที่ยวคนเดียวตลอด คนเอเชียจะมีปัญหาตรงที่ไปเที่ยวหลายคนแล้วชอบเกาะกลุ่ม ทำให้ฝรั่งไม่กล้าเข้ามาคุย ไม่เข้ามาหา เพราะคิดว่าคนเอเชียคงไม่อยากคุยด้วย

จุดเชื่อมส่วนใหญ่เริ่มจากคำถามง่ายๆ ทำไมเที่ยวคนเดียว? ทำไมเลือกประเทศนี้? พอผ่านจุดนั้น จะคุยลึก เรื่องชีวิต อนาคตจะทำอะไร ก่อนทำงาน ก่อนเที่ยวทำอะไร ฝรั่งจะเป็นช่วงเปลี่ยนงาน บางคนแก๊บระหว่างช่วงเรียนกับทำงาน เป็นการหาตัวเอง เค้าแชร์ความฝันของเค้าให้เราฟัง พอได้คุย เราไม่มีกำแพงกั้น ไม่ต้องกังวลว่าใครจะดูถูกเรา ไม่เฟคใส่กัน

 

-เนปาล ทริปเปลี่ยนชีวิต เอาชนะขีดจำกัดตัวเอง-

ผมไปเนปาลประมาณปี 2013 เป็นครั้งแรกที่ไปทริป Hiking ในชีวิตไม่เคยไปปีนเขาเป็นวันๆ ตอนนั้นยังทำงานออฟฟิศ เวลาลิมิตแค่ 10 วัน เป้าหมายคือหิมาลัย เราต้องไปเห็นกับตาให้ได้ ผมวางแผนไปปีน Annapurna Base Camp ให้ได้ไม่จ้างลูกหาบ แบกทุกอย่างคนเดียว ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ พอเริ่มเดินครึ่งชั่วโมงแรก กูมาทำอะไร? (หัวเราะ) มาให้ลำบากตัวเองไปทำไม ที่บ้านมีเตียงสบายๆ มีห้องน้ำสะอาด แต่พอวันที่ 4 ผมขึ้นไปถึง Base Camp แล้ว มันล้อมรอบด้วยภูเขาสูง 8,000 เมตร ไม่เคยรู้สึกอย่างนั้นมาก่อน เราพิชิตมาได้ด้วยขาของเราเอง ชีวิตนี้ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ผมจำได้ว่า 3 เดือนหลังจากที่ลงมา เรารู้สึกว่าไปไหนก็ได้แล้วตอนนี้ เราสามารถเห็น Everest ด้วยตาตัวเองได้ เราเอาชนะขีดจำกัดตัวเองได้ จนเปลี่ยนวิธีการเที่ยวไปเลย จากนั้นผมไปตั้งแคมป์คนเดียวที่เปรู 5 วัน หายไปไม่มีใครรู้ (หัวเราะ)

 

 

 

(เนปาล)

“ผมอยากเที่ยวให้ได้ครบทุกประเทศทั่วโลก ตอนนี้ผมเก็บไป 60 กว่าประเทศ ด้วยความที่ Passport เราไม่ได้ดี ทำให้เราไปไม่ได้ไกลขนาดนั้น ทุกอย่างต้องวางแผน ไม่เหมือนฝรั่งที่เค้าจะไปไหนก็ไปได้ แต่เราไม่ซีเรียสว่าต้องสำเร็จก่อนอายุเท่านี้ๆ ไปเรื่อยๆ ถ้าเราเบื่อก็พักก่อน ค่อยกลับไปทำใหม่ ชาเลนจ์ที่เราตั้งไว้ รู้ตัวว่ามันอาจใช้เวลาทั้งชีวิต”

(อัลบาเนีย)

 

(เปรู)

 

“หยุดพักเมื่อเบื่อ เพื่อไม่ให้เสียโอกาสเห็นอะใหม่ๆ”

ผมเคยเบื่อการเดินทาง ไปเที่ยวอเมริกาใต้ 6 เดือน มันรู้สึกว่านานที่สุดแล้ว ต้องเคลื่อนที่ Backpack ตลอด 2 วันย้าย 3 วันเปลี่ยน ผมเที่ยวตั้งแต่ โคลอมเบีย ลงมา อาร์เจนตินา มาชิลี แรกๆ พลังงานเต็ม แต่พอเดือนที่ 5-6 ผมเริ่มขี้เกียจไปเที่ยว

ตอนผมอยู่ทะเลทราย อาตากามา ชิลี ตอนนั้นเพิ่งมาจากนาเกลือของโบลิเวีย พอผมเที่ยว 4 วันรอบนาเกลือ มาถึงชิลีผมคิดว่ามันทะเลทรายเหมือนๆ กัน ผมนอน 3 วันไม่ทำไรเลย สุดท้ายไม่เห็นอะไรเลยที่อาตากามา แต่พอเพื่อนส่งรูปมาให้ดู ผมรู้สึกเสียดายมาก เพราะมันเป็นที่ที่เห็นดาวมากที่สุดในโลก จากนั้นผมตั้งว่าถ้าเหนื่อยก็ไม่ต้องไปสุดขนาดนั้น พักก่อน เพราะมันอาจทำให้เราเสียโอกาสที่จะได้เห็นอะไรใหม่ๆ พอเบื่อ จะหยุดพัก เปลี่ยนไปเที่ยวอะไรใหม่ๆ ตอนนี้ 3 เดือน คือ Maximum ที่ผมไปได้นานที่สุด แล้วหยุดพัก

 

-One way ticket ไม่มีแผน คือแผนที่ดีที่สุด-

ช่วงแรกผมวางแผนเยอะกว่านี้ ทุกอย่างต้องเป๊ะ แต่พอเที่ยวเยอะๆ เริ่มปล่อยวาง เพราะเรารู้ว่าการเที่ยว สิ่ง Random มันเกิดขึ้นได้เยอะ เราไปควบคุมอะไรไม่ได้ 100% พอเราควบคุมไม่ได้ จะอารมณ์ไม่ดี ว่าทำไมไม่เป็นไปตามแพลน มันคือความคาดหวัง เราไม่อยากรู้สึกอย่างนั้น เพราะเที่ยวมันควรสนุก ตอนนี้ผมจองตั๋วไปอย่างเดียว ไปถึงเมืองหลวงค่อยวางแผน ไปคุยกับคนที่เที่ยวมาแล้ว คนที่เจอใน Hostel คนที่กำลังจะออกไปประเทศอื่น เค้าแนะนำที่นี่ดี เราก็ค่อยๆ ดูว่าอันไหนเหมาะกับทริปเรา มันจะไปจบที่ตรงไหน แล้วค่อยจองตั๋วกลับ ไม่มีแผน คือแผนที่ดีที่สุด

 

 

 

(อาเซอร์ไบจาน)

 

-เที่ยวคนเดียว อย่าคาดหวัง ทุกอย่างคือประสบการณ์-

ถ้าอยากไปเที่ยวคนเดียว อย่าคาดหวังว่าจะไปเจอความสมบูรณ์แบบอย่างที่คิด ชีวิตจริงมันน้อยมาก ประเทศที่ไม่ใช่ยุโรปอย่างปากีสถาน รถบัสมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ บางทีไม่มา ก็ต้องนอนค้างตรงนั้น ต้องปรับตัว ถ้าเราไปตั้งความหวัง สุดท้ายจะไม่มีความสุข เราจะไม่ชอบเที่ยวคนเดียว ถ้าเราไม่คาดหวัง เราจะเปิดรับทุกอย่างที่เข้ามา เราอยากคุยกับใครก็คุย อย่าติดภาพว่าเที่ยวต้องเป็นแบบนี้ เห็นปลายทางที่สวยๆ ถ้าเราอยากนั่งคุยกับคนท้องถิ่น ก็เข้าไปคุย ไม่ใช่เห็นรูปอินสตาแกรมสวยๆ แล้วอยากได้รูปแบบนี้บ้าง แบบนั้นเรียกไปถ่ายรูป เที่ยวคือการไปเจอประสบการณ์ของประเทศนั้น สัมผัส กลิ่น เสียง คน ไม่ว่าเราจะถูกโกง มันคือประสบการณ์ ถ้าเรามัวแต่ไปป้องกันตัว ประเทศนี้โกง ไม่ไปดีกว่า แบบนั้นประเทศไหนก็ไม่ได้ไป

 

-Safe Zone พื้นที่ที่หลายคนไม่กล้าเดินออก-

ผมทำงานออฟฟิศหลายปี เป็นคนทำงานเสร็จเร็ว ทำงานเยอะขึ้น แต่เงินไม่ได้เยอะตาม จนคิดว่างานออฟฟิศมันไม่เหมาะกับเรา ทำงานเร็ว ก็ควรได้เงินเยอะขึ้น ฟรีแลนซ์น่าจะเหมาะมากกว่า ไอ้เรื่องความเสี่ยงผมมีอารมณ์นั้นอยู่แล้ว กลัว แม้กระทั่งเที่ยวคนเดียวครั้งแรกก็กลัว แต่ทุกครั้งที่รู้สึก ผมจะ Remind ตัวเองว่า สุดท้ายแล้วเราจะ Appreciate กับสิ่งที่เราเสี่ยงไปทุกครั้ง เหมือนเราไม่อยากไปเที่ยว ไม่อยากเดินไปตรงนี้เพราะเหนื่อย ทุกครั้งที่เราไม่อยากทำอะไร แล้วทำไป ผมจะเตือนตัวเองว่าเรา Appreciate กับสิ่งที่เราทำ คิดซะว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านพ้นไป เรามีประสบการณ์มากขึ้น ดีไม่ดีค่อยว่ากัน ตอนนี้ผมก็ยังกลัว ตอนที่ฟรีแลนซ์หมด ผมก็กลัว หรือจะกลับไปทำงานออฟฟิศดี ชีวิตเราสบายมาตลอด 6 ปี แต่ผมมีเงินเก็บที่ทำให้สบายใจมากขึ้น ก็ลองลุยกับ Blog แล้วมันออกมาโอเค 2 ปีลงตัว มันก็ Appreciate ที่เราไม่เสี่ยงกลับไปทำงานออฟฟิศ ไปให้สุด แล้วเราจะได้คำตอบว่าดีหรือไม่ดี แล้วเวลาไปสุด ผมไม่เคยเสียดายกับมัน

 

(โกโมโด ประเทศอินโดนีเซีย)

 

-การบาลานซ์ชีวิตตัวเอง-

ลองไปเรื่อยๆ อย่างที่เคยเที่ยว 6 เดือน เหนื่อยมากไปเราก็ลดเหลือ 3 เดือน พักยังไงให้เราหายเหนื่อยแล้วเที่ยวต่อ จนเจอบาลานซ์ เที่ยว 3 เดือน พัก 2 เดือน แต่พออายุเพิ่มขึ้น ประสบการณ์มันก็เปลี่ยน ความคาดหวังก็ต่างออกไป เราก็ไม่สามารถบอกได้ว่าที่เราวางแผนไว้ มันจะเป็นไปตามนั้นหรือเปล่า บางทีเที่ยว 3 เดือนอาจจะเหนื่อยในตอนนี้ ชีวิตมันต้องปรับไปเรื่อยๆ ไม่มีจบ พออายุต่าง ความต้องการเปลี่ยน อย่างตอนนี้ไม่ได้เที่ยวนาน ก็เริ่มรู้สึกคิดถึง คันเท้าอยากเดิน อยากไปคุยกับคน ถ้าอารมณ์มันอยากไป เราก็ฟังเสียงตัวเอง คล้ายๆ กับตอนทำงานออฟฟิศ สังเกตว่าเงินเราเยอะขึ้นก็จริง แต่เวลาเราน้อยลง ยิ่งขึ้นไปที่สูง หน้าที่ก็สูงตาม แต่เงินกับเวลาเที่ยวมันน้อย แต่งานตอนนี้ เงินอาจไม่สูง แต่เรามีเวลา พอเรามีเวลาเราจะเปลี่ยนชีวิตยังไงก็ได้ เราควบคุมเวลากับชีวิตเราได้ ซึ่งงานออฟฟิศทำไม่ได้แน่นอน

 

(เยอรมัน)

 

-เงิน ปัจจัยที่ทำให้หลายๆ คนไม่ได้ออกเดินทาง-

ถ้าคนนั้นเสพความฝันที่เค้าขายกันในเพจ ในอินสตาแกรม เค้าจะคิดว่าการเที่ยวต้องไปประเทศแพงๆ มันไม่จริงเลย แรกๆ ผมไปกัมพูชา เพราะมันมีอังกอร์วัด เป็นเหมือน Wonder of the world ซึ่งอยู่ใกล้บ้านเรามาก แต่คนไม่เคยสนใจที่จะอยากไป ทำไมคนไทยถึงอยากไป ปารีส ลอนดอน เพราะเค้าเสพภาพสวยๆ

จริงๆ เรานั่งไปชายแดน ข้ามไปเสียมเรียบ เราอาจได้เห็นอะไรที่มันอลังการกว่าหอไอเฟลซะอีก แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับว่าเค้าต้องการอะไรจากการเที่ยว ถ้าต้องการไปนอร์เวย์ คุณก็ต้องยอมเสียเป็นแสน แต่ถ้ามองใกล้ตัวอย่างเวียดนาม อาหารเค้าอร่อยมาก อ่าวฮาลองเบย์ก็สวยงาม หรือไม่ต้องมองไกล ประเทศไทยนี่แหละ ฮาลองเบย์ก็ฮาลองเบย์ เจอเขาสกเมืองไทยก็ใช่ย่อย ไปนอนแพ 900 บาท อาหารทะเล 3 มื้อ ถูกมาก ทำไมเราไม่มองตรงนั้น สิ่งที่เราได้กลับมามันอิ่มพอกัน ประสบการณ์ ดูนก สัตว์ป่า ดูธรรมชาติ ความสุขที่เราได้มาจากประสบการณ์ มันจะนานกว่าความสุขที่เราซื้อ มันเร็วก็จริงแต่เหมือนสิ่งเสพติด เสพเข้าไปมันหาย เราต้องคอยซื้อเพิ่มๆ เข้าไป

 

(พุกาม ประเทศพม่า)

 

(เสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา)

 

(เขาสก ประเทศไทย จังหวัดสุราษฎร์ธานี)

 

-อยากให้คนไทยยอมออกนอกลู่นอกทาง โฟกัส Local Community ในไทย-

ทริปต่อไปคือกลับไปยุโรป เพื่อจะไป Reconnect กับเพื่อนต่างประเทศที่ไปเจอตาม Hostel ประเทศต่างๆ ทริปนี้ผมต้องการสร้าง Friendship เก่าๆ ที่ไปสร้างมาระหว่างเที่ยว เพื่อให้มันเติบโตได้ต่อไป ไม่ใช่แค่เราไปหาคนใหม่ตลอด คนเก่าเราลืม ทริปนี้อาจจะนานหน่อย ค่อยๆ หาไปทีละเมือง เน้น Connection มากกว่าสถานที่ เราเลยอยากโฟกัสเรื่องนี้

 

ส่วนตัว Blog อยากเน้นเขียนสถานที่ในไทยมากขึ้น ทุกปีช่วงหน้าหนาวจะพยายามเที่ยวไทย เพราะอากาศดี และช่วยโปรโมตประเทศตัวเอง ให้คนยอมออกนอกลู่นอกทางนิดนึง ให้เงินกระจายไปแทนที่จะกระจุกที่เดียว พัทยา หรือภูเก็ต เชียงใหม่ ปัญหานักท่องเที่ยวล้นมันมีเยอะ ผมพยายามจะไฮไลต์ที่ท่องเที่ยวใหม่ อยากให้ประสบการณ์เที่ยวไทยในแต่ละที่เค้ามีความรู้สึกยูนีค มีเสน่ห์และเอกลักษณ์

 

 

เวลาเที่ยวเมืองไทย เราแชร์สถานที่ท่องเที่ยวบนสตอรี่อินสตาแกรม เค้าเห็นเราไปร้านกาแฟที่ลำปาง เค้าก็ตามรอย มันเป็นความรู้สึกที่เราช่วยส่งเสริมให้ Local Community ให้ฝรั่งได้มาเที่ยวในที่ที่เค้าไม่ค่อยได้เห็น มันทำให้ผมภูมิใจในงานที่ทำ Blog เราแตกต่างกับของฝรั่งคือเราเป็นคนไทย เราพูดไทยได้ เราสามารถเจาะลึกได้มากกว่าฝรั่งที่มาไทย ไม่มีใครเอาตรงนี้ของเราไปได้ ถ้าผมเอาความเป็นไทยเข้ามาเป็นข้อได้เปรียบใน Blog ที่มัน Insider ประเทศไทยจริงๆ คนจะได้เข้ามาเที่ยวเยอะขึ้น

 

จากนั้นคงขยาย Blog ไปเรื่อยๆ เขียนไกด์ให้มีดีเทลมากขึ้น ขัดเกลาภาษาให้ดีขึ้น เติบโตทีละนิด เรื่อยๆ ไม่ซีเรียส

เรียบเรียงโดย: ธรรมวัช ศรีสุข 

รูปภาพ: bucketlistly.blog

 


แอดเป็นเพื่อน HIS ที่ @His.in.th

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย His.in.th

ทีมงาน His.in.th ขอสงวนสิทธิ์ไม่ให้ผู้ใด คัดลอก ทำซ้ำ หรือดัดแปลงเนื้อหา
ในหน้านี้ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต มิฉะนั้นจะดำเนินการตามขั้นตอนตามกฏหมาย